มาตรวัดน้ำ

บ้านทุกหลัง อาคารทุกแห่ง หรือแม้แต่คอนโดมิเนียม ล้วนต้องมีอุปกรณ์สำคัญที่หลายคนอาจมองข้าม นั่นคือ "มาตรวัดน้ำ" หรือที่เรียกติดปากว่า "มิเตอร์น้ำ" ซึ่งทำหน้าที่คำนวณปริมาณการใช้น้ำ เพื่อคิดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน การติดตั้งมาตรวัดน้ำที่เหมาะสมช่วยให้คุณจัดการค่าใช้จ่ายด้านน้ำประปาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า มาตรวัดน้ำประปามีหลากหลายประเภท แต่ละแบบมีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างไร? และจะเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับการใช้งาน? มาทำความรู้จักกับอุปกรณ์สำคัญชิ้นนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

มาตรวัดน้ำ คืออะไร?

มาตรวัดน้ำ

มาตรวัดน้ำ หรือมิเตอร์น้ำ (Water Meter) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วัดปริมาตรของน้ำที่ไหลผ่าน โดยมีกลไกภายในที่ทำหน้าที่คำนวณปริมาตรและแสดงค่าที่หน้าปัด ให้เราสามารถอ่านค่าเป็นหน่วยสากล เช่น ลิตร หรือลูกบาศก์เมตร บางคนอาจเรียกสั้นๆ ว่า "มาตรน้ำ" ในชีวิตประจำวัน

การทำงานของมาตรวัดน้ำประปานั้นง่ายๆ คือ เมื่อน้ำไหลผ่านอุปกรณ์วัด อุปกรณ์นี้จะหมุนหรือคำนวณตามปริมาตรของน้ำ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยังหน้าปัดผ่านแกนหมุนตัวเลข หรือส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังชุดแสดงผล เพื่อแสดงค่าปริมาณน้ำที่ใช้ไป

ปัจจุบันมิเตอร์น้ำประปามีทั้งแบบแสดงผลแบบกลไก (Mechanical) และแบบส่งข้อมูลเป็นสัญญาณดิจิทัล หรือที่เรียกว่า AMR METER (Automatic Meter Reading) ซึ่งสามารถส่งข้อมูลการใช้น้ำไปยังระบบอื่นได้โดยอัตโนมัติ

ประเภทของมาตรวัดน้ำ

มาตรวัดน้ำหรือ Water Meter มีหลายประเภทที่ใช้หลักการวัดแตกต่างกัน โดยหลักๆ แล้วแบ่งเป็น มาตรวัดน้ำแบบใบพัด (Turbine Water Meter) และ มิเตอร์น้ำแบบลูกสูบ (Piston Water Meter) ซึ่งเหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย ดังนี้:

1. มาตรวัดน้ำแบบ Displacement Water Meter

เป็นมาตรวัดที่วัดปริมาณน้ำในพื้นที่หนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง โดยมีชุดคำนวณเป็นแบบลูกสูบ (Piston) ที่ควบคุมการทำงานของแม่เหล็ก และส่งผลการคำนวณไปแสดงค่าที่หน้าปัด

2. มาตรวัดน้ำแบบ Positive Displacement Meter

เป็นที่นิยมใช้ตามอาคาร ที่พักอาศัย และธุรกิจขนาดเล็ก ข้อดีคือสามารถวัดได้อย่างแม่นยำแม้มีปริมาณน้ำน้อย มีขนาดให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ 5/8 นิ้วขึ้นไป เหมาะกับอัตราการไหลในช่วงต่างๆ

3. มาตรวัดน้ำแบบ Velocity Meter

มาตรวัดแบบนี้ใช้วัดความเร็วของน้ำที่ไหลผ่านอุปกรณ์คำนวณภายใน โดยอาศัยความเร็วของน้ำ (Velocity) แล้วแปลงค่าเป็นหน่วยวัดปริมาตร สามารถแบ่งเป็นอีก 5 ประเภทย่อย ได้แก่:

3.1 Single and Multiple Jet Water Meter

มาตรวัดประเภทนี้วัดความเร็วของกระแสน้ำที่ไหลผ่านใบพัด ซึ่งจะหมุนตามทิศทางและความแรงของน้ำ ส่งผลไปยังแกนหมุนที่เชื่อมต่อกับหน้าปัด เหมาะสำหรับวัดน้ำปริมาณน้อยถึงปานกลาง เพราะใบพัดไม่ทนทานต่อปริมาณน้ำมากๆ

สำหรับแบบ Multiple Jet มีส่วนประกอบหลักคือห้องวัดปริมาตรน้ำและเครื่องบันทึกปริมาตร เมื่อกระแสน้ำกระทบใบพัดที่มีแม่เหล็กเชื่อมต่อ ใบพัดจะหมุนและเหนี่ยวนำแม่เหล็กที่เฟืองอีกชิ้นให้เคลื่อนไหวตาม แสดงผลเป็นตัวเลขที่เครื่องบันทึก

3.2 Multi-jet Turbine Water Meter

หรือที่เรียกว่าใบพัด 2 ชั้น นิยมใช้ในอาคารพักอาศัย โรงงานอุตสาหกรรม หรือตึกสูงที่มีการใช้น้ำปริมาณมาก

3.3 Compound Water Meter

เหมาะสำหรับวัดปริมาณน้ำที่มีความเร็วตั้งแต่ต่ำจนถึงสูงมาก มีอุปกรณ์วัดสองชิ้นและวาล์วควบคุมการไหลของน้ำแยกกัน โดยมาตรวัดใบพัดจะวัดน้ำที่ไหลเร็ว ขณะที่มาตรวัด Multi Jet จะวัดน้ำที่ไหลช้า ระบบจะคำนวณค่าจากทั้งสองอุปกรณ์ก่อนแสดงผลปริมาณน้ำที่แท้จริง

3.4 Electromagnetic and Ultrasonic Meter

หรือมาตรวัดน้ำแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำงานโดยใช้หลักการส่งสัญญาณจาก Electrode ภายใน แล้วนำค่าความต่างของสัญญาณที่เดินทางผ่านของเหลวมาคำนวณเป็นปริมาตรน้ำ และแสดงผลเป็นดิจิทัล

3.5 Ultrasonic Flow Meter

มิเตอร์น้ำแบบอุลตร้าโซนิค มีอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่ติดตั้งบนท่อด้านตรงข้ามกัน ปล่อยคลื่นผ่านท่อให้กระทบน้ำ แล้วนำสัญญาณที่ส่งจาก Transducer ผ่านท่อจากด้านหนึ่งไปอีกด้านมาคำนวณความเร็วและปริมาณน้ำ นิยมใช้วัดน้ำปริมาณมากหรือของเหลวอื่นที่ไม่ใช่น้ำ

มาตรวัดประเภทนี้แบ่งย่อยตามการติดตั้งได้ 4 แบบ คือ:

  • แบบ Clamp on (ติดตั้งภายนอกท่อ)
  • แบบ Insert (สอดใส่เข้าไปในท่อ)
  • แบบ Portable clamp on (แบบพกพา)
  • แบบ In-line (ติดตั้งในแนวเดียวกับท่อ)

4. มาตรวัดน้ำแบบ Inferential Meter

ใช้อัตราการไหลทางอ้อมของปริมาณน้ำ โดยคำนวณปริมาตรจากภาชนะที่ถูกลำเลียงผ่านกังหัน เช่น Turbine meters, Woltman meters, Impeller meters และ Propeller-type flow meters

5. มาตรวัดน้ำแบบ Oscillatory Flow Meter

ใช้อัตราการไหลของน้ำผ่านการแกว่งของชิ้นส่วนภายใน ซึ่งเกิดจากการไหลผ่านของน้ำ แล้วนำสัญญาณจากการแกว่งมาแสดงผล

6. มาตรวัดน้ำแบบ Electromagnetic Flow Meter (Magflows/Magmeters)

ทำงานตามกฎของฟาราเดย์ (Faraday's law) คือเมื่อมีตัวนำหรือน้ำไหลผ่านสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงดันตกคร่อมซึ่งแปรผันตามความเร็วของการไหล

7. มาตรวัดน้ำแบบ Ultrasonic Flow Meter

ใช้หลักการส่งคลื่นอุลตร้าโซนิคผ่านท่อเพื่อวัดความเร็วและปริมาณน้ำ เหมาะสำหรับการวัดปริมาณน้ำจำนวนมาก

วิธีเลือกใช้มาตรวัดน้ำประปาให้เหมาะกับการใช้งาน

มาตรวัดน้ำ

การเลือกมาตรวัดน้ำประปาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้น้ำและวัตถุประสงค์การใช้งาน ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้:

1. มิเตอร์น้ำสำหรับงานประปาขนาดเล็ก

หากต้องการใช้กับหอพัก อพาร์ทเม้นท์ หรือบ้านเช่า ควรเลือกมาตรวัดน้ำขนาดครึ่งนิ้ว (½") ราคาไม่แพง แต่อ่านค่าได้เที่ยงตรง ควรมีมาตรฐานรับรองจากกองชั่ง-ตวง-วัด เป็นอย่างน้อย

ตัวอย่างเช่น มาตรวัดน้ำระบบใบพัดเฟืองจักรชั้นเดียว ที่มีขนาดกะทัดรัด ติดตั้งง่าย คุ้มราคา และได้มาตรฐาน ISO 4064 และ OIML R49

2. มาตรวัดน้ำสำหรับงานประปาทั่วไป ที่อยู่อาศัย และอาคารตึกสูง

มิเตอร์น้ำประปาสำหรับอาคารตึกสูงที่มีแรงดันน้ำสูงกว่าบ้านพักอาศัยพื้นราบ เช่น คอนโดมิเนียม ควรเลือกแบบที่อ่านค่าได้แม่นยำ รับแรงดันน้ำได้อย่างน้อย 10 บาร์ และรองรับการติดตั้งได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

ตัวอย่างเช่น มาตรวัดน้ำระบบใบพัดเฟืองจักรสองชั้น ที่มีความแม่นยำสูง หน้าปัดแห้ง (dry dial) ปิดผนึกมิดชิด ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็ก ได้มาตรฐาน ISO 4064, OIML R49 และ มอก.3078-2563

3. มาตรวัดน้ำสำหรับงานประปาราชการ

มิเตอร์น้ำประเภทนี้ต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของการประปา ซึ่งใช้ติดตั้งหน้าบ้านโดยการประปานครหลวง (กปน.) หรือการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ควรเลือกแบบที่ทำจากทองเหลือง ทนทาน อ่านค่าเที่ยงตรง

ตัวอย่างเช่น มาตรวัดน้ำที่มีความแม่นยำสูง หน้าปัดแห้ง ปิดผนึกมิดชิด ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็ก ได้มาตรฐาน ISO 4064, OIML R49 และ มอก.3078-2563

4. มาตรวัดน้ำสำหรับงานโครงการและโรงงานอุตสาหกรรม

สำหรับระบบประปาขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก ควรเลือกมิเตอร์น้ำที่รองรับการใช้น้ำปริมาณมาก อ่านค่าเที่ยงตรง และได้มาตรฐานสากล

ตัวอย่างเช่น มาตรวัดน้ำแบบ Woltman ที่ได้รับการรับรองจาก MID (EU standard) มีใบรับรองมาตรฐาน OIML R49 และ ISO 4064 รองรับการใช้น้ำปริมาณมาก ติดตั้งได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง

วิธีอ่านค่ามาตรวัดน้ำและคำนวณค่าน้ำ

มาตรวัดน้ำ

หน้าปัดมาตรวัดน้ำมี 2 แบบหลัก คือ แบบแสดงตัวเลข 4 หลัก และแบบแสดงตัวเลข 7 หลัก ซึ่งขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่น โดยหน่วยวัดปริมาตรน้ำจะแสดงเป็นลูกบาศก์เมตร (1 ลูกบาศก์เมตร = 1,000 ลิตร)

การอ่านค่ามาตรวัดน้ำแบบ 4 หลัก:

  • ตัวเลขหลัก 4 ตัว คือจำนวนเต็มหน่วยลูกบาศก์เมตร (คิว)
  • ตัวเลขในวงกลม 3 วง คือตัวเลขทศนิยม 3 ตำแหน่งของลูกบาศก์เมตร (หน่วยเป็นลิตร)

การอ่านค่ามาตรวัดน้ำแบบ 7 หลัก:

  • ตัวเลขสีดำ 4 ตัว คือจำนวนเต็มหน่วยลูกบาศก์เมตร (คิว)
  • ตัวเลขสีแดง 3 หลัก คือตัวเลขทศนิยม 3 ตำแหน่งของลูกบาศก์เมตร (หน่วยเป็นลิตร)

วิธีคำนวณค่าน้ำ:

  1. อ่านค่าตัวเลขบนมาตรวัดน้ำเมื่อสิ้นเดือนหรือเมื่อมีเจ้าหน้าที่มาอ่านมิเตอร์
  2. นำตัวเลขนี้ลบกับตัวเลขของเดือนที่แล้ว
  3. ผลลัพธ์คือจำนวนหน่วยน้ำที่ใช้ไปในเดือนนี้
  4. นำจำนวนหน่วยคูณกับอัตราค่าน้ำต่อหน่วย

ตัวอย่าง: เดือนตุลาคมใช้น้ำไป 5 ลูกบาศก์เมตร เดือนพฤศจิกายนใช้น้ำไป 15 ลูกบาศก์เมตร เท่ากับใช้น้ำไป 10 ลูกบาศก์เมตร (15 - 5 = 10) ถ้าค่าน้ำหน่วยละ 10 บาท ก็เท่ากับ 10 × 10 = 100 บาท

ข้อสังเกตพิเศษ:

ใบพัดตรงกลางมาตรวัดน้ำช่วยให้สังเกตการรั่วไหลของน้ำได้ หากไม่มีการเปิดน้ำใช้ ใบพัดไม่ควรหมุน ถ้าใบพัดยังหมุนอยู่ แสดงว่าอาจมีท่อภายในรั่ว ควรรีบตรวจสอบและซ่อมแซมโดยเร็ว

สาเหตุที่มิเตอร์น้ำไม่หมุนเพราะอะไร?

หลายครั้งที่ผู้ใช้อาจพบว่ามิเตอร์น้ำไม่หมุนเพราะสาเหตุต่างๆ แม้จะเปิดก๊อกน้ำแล้ว ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาดังนี้:

  1. น้ำไม่ไหลเข้ามาตรวัด: อาจเกิดจากการปิดวาล์วหลักหรือท่อประปาในพื้นที่มีปัญหา
  2. มาตรวัดน้ำอุดตัน: สิ่งสกปรก ตะกอน หรือสารแขวนลอยอาจอุดตันกลไกภายใน
  3. ใบพัดชำรุด: ชิ้นส่วนภายในเสียหายจากการใช้งานเป็นเวลานาน
  4. แรงดันน้ำต่ำเกินไป: แรงดันน้ำไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนกลไกภายใน
  5. อากาศในระบบ: มีฟองอากาศติดค้างอยู่ในระบบท่อ

หากพบว่ามิเตอร์น้ำไม่หมุนเมื่อเปิดน้ำใช้ ควรติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญหรือการประปาในพื้นที่เพื่อตรวจสอบและแก้ไข

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความแม่นยำของมาตรวัดน้ำ

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการวัดของมาตรวัดน้ำ ได้แก่:

  1. สภาพของมาตรวัดน้ำ: หากเป็นสนิมหรือท่อถูกอุดตันด้วยตะกอนและสิ่งแปลกปลอม จะทำให้การวัดผิดพลาด
  2. อายุการใช้งาน: ชิ้นส่วนที่มีอายุมาก ผิดรูป หรือเสียหายจากแรงกระแทกไฮดรอลิก จะส่งผลต่อความแม่นยำ
  3. หน้าปัดแสดงผล: หากหน้าปัดไม่ชัดเจน อาจทำให้อ่านค่าผิดพลาด
  4. ทิศทางการติดตั้ง: การติดตั้งในทิศทางที่ไม่ถูกต้องหรือเอียง จะทำให้อ่านค่าผิดพลาด
  5. ท่อต้นน้ำและปลายน้ำ: ควรมีส่วนท่อตรงที่มีขนาดเท่ากับมาตรวัดน้ำและมีความยาวเพียงพอ

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดตามมาตรวัดน้ำและอายุการใช้งาน

การติดตามมาตรวัดน้ำเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลรักษาและการตรวจสอบความเที่ยงตรงตามรอบเวลา มาตรวัดน้ำที่ใช้สำหรับการชำระราคาการค้า จะต้องผ่านการตรวจสอบบังคับครั้งแรก การใช้งานที่จำกัด และการหมุนตามกำหนด โดยมีอายุการใช้งานดังนี้:

  • มาตรวัดน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 มม. และต่ำกว่า: ไม่เกิน 6 ปี
  • มาตรวัดน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 25 มม. ถึง 50 มม.: ไม่เกิน 4 ปี

การติดตามมาตรวัดน้ำอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณสามารถตรวจพบปัญหาได้เร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

การตรวจสอบและดูแลมาตรวัดน้ำด้วยตัวเอง

มาตรวัดน้ำส่วนใหญ่ติดตั้งอยู่ภายนอกบ้านหรือติดกับรั้วด้านใน เพื่อให้เจ้าหน้าที่การประปาอ่านค่าได้สะดวก แต่การติดตั้งภายนอกทำให้มาตรวัดน้ำต้องเผชิญกับแดดและฝน จึงควรตรวจสอบและดูแลดังนี้:

  1. วาล์วเปิด-ปิดน้ำ: ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ทดสอบโดยการหมุนเข้า-ออกได้ปกติ
  2. ฝาปิดพับบนหน้าปัด: ต้องไม่หักชำรุด
  3. สภาพมาตรวัดน้ำ: ไม่เป็นสนิม ไม่มีคราบตะไคร่หรือตะกรันเกรอะกรัง
  4. ตัวเลขบนหน้าปัด: ต้องมองเห็นได้ชัด หน้าปัดไม่ขุ่นเป็นฝ้าหรือมัว
  5. รอยรั่วซึม: ไม่ควรมีน้ำหยดออกมาตามข้อต่อต่างๆ หากพบการรั่วซึม ต้องรีบแก้ไขทันที เพราะจะทำให้ค่าน้ำสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น

บริการครบวงจรจาก SCMA สำหรับระบบมาตรวัดน้ำและระบบอัตโนมัติ

SCMA Company Limited เป็นผู้นำในวงการอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติที่มีประสบการณ์กว่า 4 ทศวรรษ เราไม่เพียงเป็นผู้จัดจำหน่ายมาตรวัดน้ำคุณภาพสูง แต่เป็นพันธมิตรที่พร้อมให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการฝึกอบรม เพื่อให้ระบบการวัดน้ำและระบบอัตโนมัติของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

บริการที่ SCMA มอบให้:

  • คำปรึกษาและออกแบบระบบมาตรวัดน้ำที่เหมาะสม: วิเคราะห์ความต้องการและออกแบบระบบการวัดน้ำที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสูง หรือโรงงานอุตสาหกรรม
  • จัดหามิเตอร์น้ำคุณภาพสูง: เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก รวมถึง ifm electronic จากเยอรมนี ที่มีมาตรฐานรับรองระดับสากล
  • ติดตั้งและปรับแต่งระบบมาตรวัดน้ำ: ให้บริการติดตั้งอย่างมืออาชีพ เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ
  • ให้ความรู้และฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้งานมาตรวัดน้ำ: มีห้องสัมมนาขนาด 600 ตร.ม. พร้อมอุปกรณ์ครบครัน จัดอบรมทั้งแบบไม่มีค่าใช้จ่ายและแบบกลุ่มย่อยเฉพาะ
  • บริการหลังการขาย: ดูแลบำรุงรักษา อัพเดตระบบ และแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที เพื่อให้มาตรวัดน้ำทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน

SCMA พร้อมเป็น Technical Solution Partner ที่ทำงานเคียงข้างคุณ ด้วยทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่พร้อมให้การสนับสนุนในทุกขั้นตอนของการใช้งานมาตรวัดน้ำ

สรุป

มาตรวัดน้ำเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทุกบ้านต้องมี การเลือกใช้มิเตอร์น้ำที่เหมาะสมช่วยให้การวัดปริมาณมีความแม่นยำและคำนวณค่าใช้จ่ายได้ถูกต้อง แต่ละประเภทมีข้อดีแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปริมาณการใช้น้ำ แรงดันน้ำ และสถานที่ติดตั้ง การดูแลรักษามาตรวัดน้ำให้อยู่ในสภาพดีช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการรั่วซึม เมื่อต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับระบบมาตรวัดน้ำ SCMA พร้อมเป็นพันธมิตรที่เคียงข้างคุณทุกขั้นตอน

คำถามที่พบบ่อย

ดูตัวเลขมิเตอร์น้ําอย่างไร?

  1. ตัวเลข 4 หลักด้านหน้า แสดงถึงปริมาณการใช้น้ำรวม มีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร (1 ลบ.ม. = 1,000 ลิตร)
  2. ตัวเลข 3 หลักด้านหลัง คือจำนวนลิตร (จุดทศนิยมของหน่วยลูกบาศก์เมตร)
  3. ใบพัดหรือดอกจันตรงกลางมาตรวัด แสดงถึงสถานะการใช้น้ำ โดยหากไม่ได้เปิดน้ำใช้ ใบพัดจะไม่หมุน กรณีใบพัดหมุนทั้งที่ไม่มีการเปิดน้ำ ให้สันนิษฐานว่ามีท่อภายในรั่ว ควรรีบตรวจสอบและซ่อมแซม

วิธีเช็คมิเตอร์น้ําว่าเสียไหม?

  1. ลองปิดการใช้น้ำภายในบ้านทั้งหมด และเดินออกไปดูที่มิเตอร์น้ำหน้าบ้านว่าหมุนอยู่หรือไม่
  2. หากตัวเลขที่มิเตอร์น้ำหมุนถอยหลัง หรือไม่หมุนขณะมีการเปิดการใช้น้ำ ถือว่ามีความผิดปกติ
  3. หรือถ้าตัวเลขที่มิเตอร์น้ำเพิ่มในขณะที่ไม่มีการใช้น้ำ ให้สังเกตว่ามิเตอร์มีน้ำรั่ว ซึม หยดออกมาจากมิเตอร์น้ำหรือไม่

มิเตอร์น้ําหมุนเร็วเกิดจากอะไร?

มิเตอร์น้ำหมุนเร็วกว่าปกติอาจเกิดจากสาเหตุดังนี้:

  1. ปั๊มน้ำที่มีแรงดันสูงเกินมาตรฐานจะทำให้เกิดแรงดันในท่อประปาสูง
  2. สภาวะอากาศแทนที่น้ำ (มีลมในท่อประปา) จากการใช้ปั๊ม Booster สำหรับอาคารสูง เมื่อมีการไหลย้อนกลับของน้ำในเส้นท่อ ทำให้มีอากาศมาแทนที่น้ำ และเกิดแรงเพิ่มขึ้นจากเดิม ทำให้ใบพัดหมุนเร็วขึ้น