Audio Impedance Testers หรือที่มักเรียกกันว่า เครื่องวัดอิมพีแดนซ์ของลำโพง คือเครื่องมือวัดทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัดค่าความต้านทานรวมในวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Resistance) ของระบบเสียง โดยเฉพาะในส่วนของลำโพงและสายสัญญาณ
ความแตกต่างที่สำคัญคือ มิเตอร์ทั่วไป (Multimeter) จะวัดค่า Resistance (DC) แต่เครื่องวัดชนิดนี้จะวัดค่า Impedance (AC) ซึ่งจะเปลี่ยนไปตามความถี่ของสัญญาณเสียงครับ
ทำไมต้องวัดอิมพีแดนซ์ (Impedance)? ในระบบเสียง โดยเฉพาะระบบเสียงตามสาย (Public Address System) หรือระบบที่มีการต่อลำโพงจำนวนมาก การรู้ค่าอิมพีแดนซ์มีความสำคัญดังนี้:
งานระบบเสียงตามสาย (70V/100V Line): ช่างจะใช้เครื่องนี้วัดที่ปลายสายสัญญาณก่อนเสียบเข้าหลังแอมป์ เพื่อดูว่าอิมพีแดนซ์รวมของลำโพงทั้งตึกอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยหรือไม่
งานติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์: ตรวจสอบการต่อลำโพงแบบอนุกรมหรือขนาน ว่าได้ค่าตามที่ออกแบบไว้หรือไม่
ตรวจสอบคุณภาพลำโพง: เช็กว่าดอกลำโพงเสื่อมสภาพหรือค่าเบี่ยงเบนไปจากสเปกโรงงานหรือไม่
ตอบ: เพราะมัลติมิเตอร์วัดค่า Resistance (DC) ซึ่งเป็นความต้านทานไฟฟ้ากระแสตรง แต่ลำโพงทำงานด้วยสัญญาณเสียงที่เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ ค่าที่ระบุหลังลำโพงคือ Impedance (AC) ซึ่งเครื่องวัดอิมพีแดนซ์จะวัดได้แม่นยำกว่า
ตอบ: จำเป็นอย่างยิ่งครับ ห้ามวัดขณะที่สายยังต่อกับแอมป์ที่เปิดใช้งานอยู่ เพราะแรงดันจากแอมป์จะย้อนกลับมาทำให้เครื่องวัดพัง และค่าที่ได้จะเพี้ยนเนื่องจากวงจรภายในแอมป์มาขนานกับลำโพง
ตอบ: แอมป์จะทำงานหนักเกินไป (Overload) เกิดความร้อนสูง และอาจทำให้วงจรขยายเสียงไหม้หรือพังได้
ตอบ: เปลี่ยนครับ ยิ่งสายยาวและมีขนาดเล็ก ความต้านทานในสายจะเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าอิมพีแดนซ์รวมสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เสียงเบาลงหรือคุณภาพเสียงลดลง
ตอบ: ได้ครับ ถ้าวัดแล้วหน้าจอขึ้น Infinity หรือค่าสูงมากผิดปกติ แสดงว่าวอยซ์คอยล์ของลำโพงขาดหรือสายหลุด
ตอบ: ลดลงครับ ยิ่งต่อขนานลำโพงมากขึ้น ค่าอิมพีแดนซ์รวมจะยิ่งต่ำลง (ต้องระวังไม่ให้ต่ำเกินที่แอมป์รับได้)
ตอบ: วัดได้ครับ เพื่อเช็กว่าไมโครโฟนตัวนั้นเป็นแบบ Low Impedance หรือ High Impedance เพื่อให้เลือกช่องเสียบที่ Mixers ได้เหมาะสม
ตอบ: โดยทั่วไปเครื่องวัดอิมพีแดนซ์จะบอกแค่ค่าความต้านทาน แต่ไม่ได้บอกเฟส (+/-) หากต้องการเช็กเฟสต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Phase Checker แยกต่างหากครับ