สลับเส้นทาง
รถเข็นของฉัน 0

Sound Level Meters (เครื่องวัดระดับเสียง)

Sound Level Meter คืออะไร?

Sound Level Meter คือ เครื่องวัดระดับเสียง ใช้ในการวัดความเข้มของเสียงในหน่วยเดซิเบล (dB) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมเสียงในหลากหลายอุตสาหกรรมและการใช้งานทั่วไป ซึ่งสำหรับการใช้นั้นก็จะใช้ไมโครโฟนเพื่อรับสัญญาณเสียง และจะเปลี่ยนพลังงานเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ให้วงจรภายในเครื่องประมวลผล จากนั้นจะแสดงผลออกมาเป็นค่าระดับเสียงในหน่วยเดซิเบล (dB) เครื่องวัดระดับเสียงยังมีการใช้ฟิลเตอร์ที่แตกต่างกัน เช่น A-weighting, B-weighting และ C-weighting เพื่อปรับให้เหมาะสมกับการวัดในสถานการณ์ต่าง ๆ

ประเภทของ Sound Level Meter

  • Class 1 Sound Level Meter มีความแม่นยำสูงสุด ถูกนำใช้ในงานวิจัยและวัดเสียงที่ต้องการความละเอียดสูง
  • Class 2 Sound Level Meter มีความแม่นยำพอสมควร เหมาะกับการใช้งานทั่วไปและตรวจสอบสภาพแวดล้อมเสียง
  • Integrating Sound Level Meter: สามารถรวมค่าระดับเสียงที่วัดได้ตลอดระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยของระดับเสียง
  • Logging Sound Level Meter: มีความสามารถในการบันทึกข้อมูลระดับเสียงในระยะยาว เพื่อการวิเคราะห์ภายหลัง

การใช้งานของ Sound Level Meter

  • วัดและควบคุมระดับเสียงในโรงงานหรือสำนักงาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเสียงดังที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
  • ตรวจสอบและวิเคราะห์ระดับเสียงในพื้นที่สาธารณะหรือใกล้สถานที่ก่อสร้าง เพื่อประเมินผลกระทบต่อชุมชน
  • จัดการระดับเสียงในคอนเสิร์ต โรงภาพยนตร์ และกิจกรรมบันเทิงอื่นๆ เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีและปลอดภัย
  • ใช้ในการวิจัยเกี่ยวกับเสียงและการพัฒนาอุปกรณ์หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับเสียง

แบรนด์ดังของ Sound Level Meter

  • Bruel & Kjaer แบรนด์ชั้นนำของเดนมาร์ก ที่มีความเชี่ยวชาญในอุปกรณ์วัดเสียงและการวิเคราะห์เสียง
  • Casella ผู้ผลิตเครื่องมือวัดเสียงจากสหราชอาณาจักร ที่มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบและความทนทาน
  • Extech บริษัทที่ผลิตเครื่องมือวัดระดับเสียงที่ครอบคลุมหลายด้าน รวมถึง Sound Level Meter ที่มีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง
  • KEPLER INSTRUMENTS แบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีคุณภาพสูงและมีความน่าเชื่อถือ
  • PCE Instruments แบรนด์ที่เน้นการผลิตเครื่องมือวัดที่มีราคาย่อมเยาและคุณภาพดี เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป
  • Testo แบรนด์จากเยอรมนีที่เป็นที่รู้จักในวงการเครื่องมือวัดเสียงและอุปกรณ์ตรวจสอบสภาพแวดล้อม

รับชมสินค้า Catalog Sound Level Meter : คลิกที่นี่

ดูในมุมมอง ตาราง รายการ

7 รายการ

ตั้งค่าเรียงจากมากไปน้อย
ต่อหน้า

Sound Level Meter (เครื่องวัดเสียง) คู่มือเลือกเครื่องวัดความดังเสียงสำหรับโรงงาน

การควบคุมมลภาวะทางเสียงในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นเรื่องซีเรียสที่ส่งผลต่อทั้งสุขภาพพนักงานและข้อกฎหมาย การมีอุปกรณ์อย่าง Sound level meter หรือ เครื่องวัดเสียง ที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเจ้าหน้าที่ จป. และทีมซ่อมบำรุง เพื่อใช้ในการตรวจสอบ sound measurement หรือการวัดระดับเสียงให้เป็นไปตามกฎกระทรวงฯ ว่าด้วยกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน การเลือกใช้ sound meters หรือ เครื่องวัดความดังเสียง ที่ถูกต้องและแม่นยำ จะช่วยป้องกันปัญหาการสูญเสียการได้ยินและลดความเสี่ยงจากการถูกสั่งหยุดปรับปรุงโรงงาน

Sound Level Meter คืออะไร?

Sound level meter คือเครื่องมือวัดทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจวัดระดับความดันเสียง (Sound Pressure Level - SPL) ในหน่วยเดซิเบล (dB) โดยจำลองการรับรู้เสียงของหูมนุษย์ อุปกรณ์ชนิดนี้บางครั้งถูกเรียกว่า sound pressure level meter ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการทำ sound check หรือตรวจสอบสภาพแวดล้อมทางเสียงในพื้นที่ทำงาน หน้าที่หลักคือการแปลงคลื่นเสียงทางกายภาพให้เป็นค่าตัวเลขที่สามารถอ่านและบันทึกได้ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานความปลอดภัย หรือใช้ในการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดเสียงรบกวนจากเครื่องจักร โดยมีความแตกต่างจากแอปพลิเคชันบนมือถือตรงที่ความแม่นยำและความสามารถในการสอบเทียบตามมาตรฐานสากล IEC 61672

หลักการทำงานเบื้องต้นของ Sound Level Meter

กลไกการทำงานของ Sound level meter เริ่มต้นที่ไมโครโฟนซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแปลงสัญญาณ (Transducer) เมื่อคลื่นเสียงเข้ามากระทบ แผ่นไดอะแฟรมภายในไมโครโฟนจะเกิดการสั่นสะเทือนตามแรงดันอากาศที่เปลี่ยนแปลง การสั่นสะเทือนนี้จะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่มีความแรงต่ำมาก (Low-level electrical signal) จากนั้นวงจรภายในจะทำการขยายสัญญาณ (Pre-amplifier) และส่งผ่านวงจรกรองความถี่ (Weighting network) เพื่อปรับแต่งการตอบสนองให้ตรงกับลักษณะการได้ยินของหูมนุษย์ (เช่น A-weighting) ก่อนที่ตัวแปลงสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิทัล (A/D Converter) จะประมวลผลและแสดงค่าออกมาเป็นตัวเลขเดซิเบลบนหน้าจอแสดงผล

ทำไมการวัดระดับเสียงจึงมีความสำคัญ?

การตรวจวัดเสียงด้วย เครื่องวัดความดังเสียง เป็นมาตรการป้องกันเชิงรุกที่สำคัญที่สุดในการบริหารความปลอดภัย การสัมผัสเสียงที่ดังเกิน 85 dBA เป็นเวลานานจะทำลายเซลล์ขนในหูชั้นในอย่างถาวร นำไปสู่โรคประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง (NIHL) นอกจากด้านสุขภาพแล้ว ข้อมูลจากการวัดเสียงยังใช้สำหรับวิเคราะห์สภาพเครื่องจักร (Machine Condition Monitoring) เสียงที่ผิดปกติมักเป็นสัญญาณเตือนแรกของตลับลูกปืนแตกหรือการจัดศูนย์เพลาไม่ตรง การมีข้อมูลที่แม่นยำช่วยให้วางแผนการซ่อมบำรุงและจัดทำโครงการอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเภทของ Sound Level Meter

การเลือกประเภทของเครื่องมือให้เหมาะสมกับงานเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ Sound level meter แต่ละแบบมีความแม่นยำและฟังก์ชันที่ต่างกัน โดยสามารถแบ่งกลุ่มหลัก ๆ ได้ดังนี้:

  • Class 1 (Precision Grade): เครื่องวัดความแม่นยำสูง (ความคลาดเคลื่อนต่ำมาก) ใช้สำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงทางกฎหมาย งานวิจัย งานสอบเทียบ หรือการวัดเสียงสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด เป็นเครื่องมือมาตรฐานสำหรับวิศวกรเสียงและห้องปฏิบัติการ
  • Class 2 (General Purpose): เครื่องวัดเสียง สำหรับงานทั่วไป มีความคลาดเคลื่อนมากกว่า Class 1 เล็กน้อย แต่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบความปลอดภัยในโรงงานอุตสาหกรรม การสำรวจเสียงรบกวนเบื้องต้น และการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานส่วนใหญ่
  • Integrating-Averaging Sound Level Meter: สามารถคำนวณค่าเฉลี่ยของระดับเสียงในช่วงเวลาที่กำหนด (Leq) เหมาะสำหรับการวัดเสียงที่ไม่คงที่หรือเสียงกระแทกในไลน์การผลิต เพื่อประเมินค่าเฉลี่ยตลอดกะการทำงาน
  • Noise Dosimeter: หรือ noise dosimeter เป็นอุปกรณ์วัดเสียงแบบติดตัวบุคคล ขนาดเล็กกะทัดรัด ใช้หนีบที่ไหล่ของพนักงานเพื่อวัดปริมาณเสียงสะสม (Noise Dose) ที่ได้รับจริงตลอดวันทำงาน เหมาะสำหรับพนักงานที่เคลื่อนที่ไปหลายจุดและไม่สามารถใช้เครื่องวัดแบบถือเดินตามได้

วิธีใช้งาน Sound Level Meter เบื้องต้นให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง

การได้ค่าที่ถูกต้องไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของ sound meters เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการวัดที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมด้วย ขั้นตอนสำคัญมีดังนี้:

  • การสอบเทียบ (Calibration): ก่อนและหลังการวัดทุกครั้ง ต้องสอบเทียบเครื่องมือด้วย sound calibrator ที่กำเนิดเสียงมาตรฐาน (มักเป็น 94 dB หรือ 114 dB ที่ 1 kHz) เพื่อยืนยันว่าไมโครโฟนยังทำงานปกติและอ่านค่าได้แม่นยำ หากไม่มีขั้นตอนนี้ ค่าที่วัดได้อาจไม่สามารถใช้อ้างอิงทางกฎหมายได้
  • การเลือกวงจรกรองความถี่ (Frequency Weighting): ต้องตั้งค่าให้ตรงกับวัตถุประสงค์ โดยทั่วไปใช้ "A-Weighting" (dBA) สำหรับการวัดเสียงที่เกี่ยวข้องกับหูมนุษย์และกฎหมายความปลอดภัย ส่วน "C-Weighting" (dBC) ใช้สำหรับเสียงความถี่ต่ำหรือเสียงเครื่องจักรที่มีแรงกระแทกสูง
  • การตั้งค่าการตอบสนองเวลา (Time Weighting): เลือก "Fast" (125 ms) สำหรับวัดเสียงทั่วไปที่มีการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงปกติ และเลือก "Slow" (1 วินาที) สำหรับเสียงที่ค่อนข้างคงที่หรือต้องการอ่านค่าเฉลี่ยให้ง่ายขึ้น เพื่อให้การแสดงผลตัวเลขไม่แกว่งจนอ่านไม่ทัน
  • ตำแหน่งการวัด (Positioning): ถือ เครื่องวัดความดังเสียง ให้ห่างจากลำตัวผู้ตรวจวัดอย่างน้อย 1 ช่วงแขน เพื่อป้องกันเสียงสะท้อนจากร่างกาย และควรติดตั้งบนขาตั้งกล้องหากต้องวัดเป็นเวลานาน ระดับไมโครโฟนควรอยู่ที่ระดับหูของผู้ปฏิบัติงาน (Hearing Zone)

คู่มือเลือกซื้อ Sound Level Meter

การจัดซื้อ Sound level meter สักเครื่องต้องพิจารณาปัจจัยทางเทคนิคให้รอบด้าน เพื่อให้ได้เครื่องมือที่คุ้มค่าและตรงตามข้อกำหนดของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน:

  • ความแม่นยำ (Accuracy Class): ต้องตัดสินใจว่างานหน้างานต้องการ Class 1 หรือ Class 2 หากใช้วัดเพื่อส่งรายงานราชการหรือกรณีพิพาท แนะนำ Class 1 แต่หากใช้เพื่อเฝ้าระวังภายใน (Internal Monitoring) Class 2 ก็เพียงพอและประหยัดงบประมาณกว่า
  • ช่วงการวัด (Measurement Range): เครื่องมือควรมีช่วงการวัดที่ครอบคลุมระดับเสียงในโรงงาน โดยทั่วไปควรวัดได้ตั้งแต่ 30 ถึง 130 dB เพื่อให้รองรับทั้งเสียงเงียบในสำนักงานและเสียงดังเครื่องจักร
  • ฟังก์ชันการบันทึกข้อมูล (Data Logging): สำหรับงานที่ต้องวิเคราะห์แนวโน้มหรือทำรายงานส่งผู้บริหาร ควรเลือกรุ่นที่สามารถบันทึกข้อมูลลงในหน่วยความจำและถ่ายโอนเข้าคอมพิวเตอร์ได้ เพื่อลดความผิดพลาดจากการจดบันทึกด้วยมือ
  • อุปกรณ์เสริมที่จำเป็น: ตรวจสอบว่าในชุดมาพร้อมกับ sound calibrator และ Windscreen (ฟองน้ำกันลม) หรือไม่ ฟองน้ำกันลมสำคัญมากเมื่อต้องวัดเสียงใกล้ช่องลมหรือพัดลมระบายอากาศ เพื่อลดเสียงลมปะทะไมโครโฟน

โซลูชัน Sound level meter ครบวงจรจาก SCMA สำหรับทุกอุตสาหกรรม

หากโรงงานของคุณกำลังมองหาความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางเสียง SCMA พร้อมเป็น Technical Partner ที่นำเสนอโซลูชัน Sound level meter และ noise dosimeter คุณภาพสูงจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของ SCMA ประจำสาขาชลบุรี (EEC) และลำพูน พร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การเลือกสเปกเครื่องมือที่ตรงกับกฎหมายกำหนด การสาธิตการใช้งานหน้างาน ไปจนถึงบริการหลังการขายและการสอบเทียบ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกการทำ sound check จะได้ข้อมูลที่แม่นยำและเชื่อถือได้ ดูรายละเอียด บริการของ SCMA เพิ่มเติมได้ที่นี่

สรุป

การมี Sound level meter ที่ได้มาตรฐานและการใช้งานที่ถูกวิธี คือปราการด่านแรกในการปกป้องพนักงานจากภัยเงียบของเสียงดัง การลงทุนในเครื่องมือวัดที่แม่นยำไม่เพียงช่วยให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากร หากต้องการคำแนะนำเชิงลึกเกี่ยวกับ เครื่องวัดเสียง หรืออุปกรณ์ความปลอดภัยอื่น ๆ สามารถปรึกษา SCMA ได้ทันที

คำถามที่พบบ่อย

ใช้แอปพลิเคชันมือถือแทน Sound Level Meter ได้ไหม?

ไม่แนะนำให้ใช้แทนในการวัดเพื่อความปลอดภัยหรือทางกฎหมาย เนื่องจากไมโครโฟนของโทรศัพท์มือถือไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวัดความดันเสียงที่แม่นยำ และไม่มีการสอบเทียบที่ได้มาตรฐาน ค่าที่ได้มักคลาดเคลื่อนสูง โดยเฉพาะในระดับเสียงที่ดังมากหรือเบามาก

ควรสอบเทียบ Sound Calibrator บ่อยแค่ไหน?

ตัว sound calibrator เองก็จำเป็นต้องได้รับการสอบเทียบจากห้องปฏิบัติการมาตรฐาน (ISO/IEC 17025) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าระดับเสียงอ้างอิง (Reference Sound Level) ที่ปล่อยออกมายังคงถูกต้องแม่นยำ

Noise Dosimeter ต่างจาก Sound Level Meter อย่างไร?

Sound level meter ใช้วัดเสียง ณ จุดใดจุดหนึ่ง หรือวัดพื้นที่ (Area Monitoring) ส่วน noise dosimeter ใช้วัดปริมาณเสียงที่ "คน" ได้รับจริงตลอดเวลาทำงาน (Personal Monitoring) ซึ่งจะติดตามตัวคนไปทุกที่ แม้จะเดินเข้า-ออกพื้นที่ที่มีเสียงดังต่างกัน